มะเร็งกระเพาะอาหาร รู้ตัวช้า รู้อีกทีอาจสายเกินไป

"ท้องอืด" อาจไม่ใช่แค่โรคกระเพาะธรรมดา !

มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือ Cancer of stomach, Gastric cancer เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุภายในโพรงกระเพาะอาหาร ทั้งนี้มักพบผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะสุดท้ายแล้ว เนื่องจากผู้ป่วยจะมาหาหมอเมื่ออาการเริ่มหนักมาก


สาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหาร

-พันธุกรรม ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร จะเสี่ยงที่สุด

-ติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) ในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ แบบโรคกระเพาะ เมื่อติดเชื้อนี้จะมีอาการอักเสบและเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหารจึงเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

-ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังบางชนิด หรือเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร

-การสูบบุหรี่จัด ดื่มสุรามาก

-การรับประทานอาหารรสเค็มจัด หรือมีสารผสมบางอย่างในเนื้อสัตว์หมัก อาหารหมักดอง รมควัน หรืออาหารใส่ดินประสิว เช่น ไส้กรอก แหนม กุนเชียง

-รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีน้อย เช่น ผัก ผลไม้ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

กลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

-อายุ โดยปกติจะพบมะเร็งกระเพาะอาหาร ในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป

-เพศ มักพบโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 2 เท่า

-เชื้อชาติ มักพบชาวเอเชียเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มากกว่าชนชาติอื่น ๆ

-ผู้ที่มีประวัติเคยผ่าตัดกระเพาะอาหารมานานกว่า 20 ปี

-พันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีประวัติป่วยโรคนี้ ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

-กรุ๊ปเลือด คนกรุ๊ป A จะมีความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่าคนกรุ๊ปเลือดอื่น ๆ

-ผู้เป็นโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรง (Pernicious Anemia) ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินบี 12 จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่าคนทั่วไป


อาการของมะเร็งกระเพาะอาหาร

ในระยะเริ่มแรกของมะเร็งกระเพาะอาหาร จะยังไม่มีอาการผิดปกติแสดงออกมา ต่อมาถ้าก้อนมะเร็งโตขึ้น ผู้ป่วยจะปวดท้อง รู้สึกหิวง่าย อาหารไม่ย่อย ท้องอืด แสบร้อนบริเวณหน้าอก แน่นตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือเหนือสะดือแบบเดียวกับโรคกระเพาะ ทำให้ผู้ป่วยคิดว่าเป็นโรคกระเพาะธรรมดา กินยารักษาโรคกระเพาะอาการก็ทุเลาได้ แต่ต่อมายารักษาโรคกระเพาะรับประทานไม่ได้ผล จะมีอาการรุนแรงอื่น ๆ ตามมา เช่น

- คลื่นไส้ อาเจียน

- อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ (เป็นสีเลือดเก่าที่ตกค้าง)

- คลำพบก้อนแข็งในท้อง ตรงบริเวณเหนือสะดือ แต่กดแล้วไม่เจ็บ

- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

- กลืนอาหารลำบาก

- คลำพบก้อนต่อมน้ำเหลืองที่แอ่งไหปลาร้าข้างซ้าย

หากพบอาการเหล่านี้ แล้วไม่ไปรักษา ปล่อยให้มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะต่าง ๆ จะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนตามมา เช่น

-มะเร็งลามไปตับ จะมีอาการดีซ่าน หรือตาเหลือง ท้องบวมน้ำ

-มะเร็งลามไปปอด จะมีอาการหายใจ หอบ เหนื่อย หายใจลำบาก

-มะเร็งอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ จะมีอาการปัสสาวะไม่ออก หรือออกน้อย ไตวาย

-มะเร็งอุดตันกระเพาะลำไส้ จะเกิดอาการปวดท้อง อาเจียน กินอาหารไม่ได้

-ภาวะตกเลือด ทำให้อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ หน้าตาซีดเซียวเพราะเสียเลือด เป็นต้น


อาการมะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะต่าง ๆ

มะเร็งกระเพาะอาหาร แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คล้าย ๆ กับโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ คือ


มะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะที่ 1 : จะเป็นมะเร็งที่ผิวด้านในของผนังกระเพาะอาหาร และอาจลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 6 ต่อม หรือลุกลามไปถึงขั้นกล้ามเนื้อของผนังกระเพาะอาหาร แต่ยังไม่เข้าต่อมน้ำเหลือง


มะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะที่ 2 : จะเป็นมะเร็งที่ผิวด้านในของกระเพาะอาหาร และเข้าต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 15 ต่อม หรือลุกลามเข้าถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังกระเพาะอาหาร และเข้าต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 6 ต่อม หรือมะเร็งกระเพาะอาหารลุกลามถึงผิวนอกของผนังกระเพาะอาหาร แต่ยังไม่เข้าต่อมน้ำเหลือง


มะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะที่ 3 : ระยะนี้มะเร็งกระเพาะอาหารอยู่ที่ชั้นกล้ามเนื้อ และเข้าต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 15 ต่อม หรือมะเร็งลุกลามถึงผิวนอกของกระเพาะอาหาร และเข้าต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 15 ต่อม หรือลุกลามไปถึงอวัยวะใกล้เคียง แต่ยังไม่เข้าต่อมน้ำเหลือง


มะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะที่ 4 : มะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ๆ แล้ว หรือเข้าต่อมน้ำเหลือง มากกว่า 15 ต่อม รวมทั้งเข้าต่อมน้ำเหลือง


อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรก ๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ แต่หากเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย ก็จะทำได้เพียงแค่ประคับประคอง เพื่อไม่ให้ทุกข์ทรมาน และมักจะเสียชีวิต โดยทั่วไปผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะที่ 4 จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน แต่หากดูแลรักษาร่างกายให้ดี อาจมีชีวิตอยู่ได้นานกว่านี้


หากใครมีอาการของโรคกระเพาะอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนนานเกินกว่า 4 สัปดาห์ และหากมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ตัวเหลือง ตาเหลือง น้ำหนักลด เพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด


ที่มา : ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยมะเร็งแห่งประเทศไทย

ดู 10 ครั้ง0 ความคิดเห็น